12

มารู้จัก ….. อาคารใจดี (เม.ย. 54)

ในทุก ๆ ปี สมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ จะจัดงาน “สถาปนิก” เป็นประจำ และปีนี้ ก็เช่นกัน เพียงแต่ปกติจะจัดในช่วงต้นเดือนพฤษภาคม  แต่ปีนี้ ได้จัดเสร็จสิ้นไปเมื่อวันที่  13 กุมภาพันธ์ 2554 ณ อาคารชาเลนเจอร์ ศูนย์การจัดแสดงอิมแพคเมืองธานีที่เดิม  โดยจะมีคอนเซ็ปของงานเปลี่ยนไปทุกปี และในปีนี้ มีสโลแกน ว่า  “เล็ก ๆ…เปลี่ยนโลก : Bottom Up

จริง ๆ ผมตั้งใจจะเขียนเรื่องนี้ในฉบับก่อน แต่เนื่องจาก ติดภารกิจ จนส่งต้นฉบับไม่ทัน จึงต้องขอมาแก้ตัวในฉบับนี้ …เอาละครับ กลับมาที่งานสถาปนิก 54 กันต่อ ………

บรรยากาศของงานก็คล้าย ๆ กับ ทุกครั้ง คือ มี กิจกรรมของสมาคม ทั้งในเรื่องนิทรรศการเผยแพร่ความรู้ทางด้านสถาปัตยกรรม ผลงานออกแบบของสถาปนิก สถาบันการศึกษา งานประกวดแบบ งานสัมมนาทางวิชาการ รวมถึงการแสดงสินค้าและ วัสดุที่เกี่ยวข้องกับงานสถาปัตยกรรมและสาขาเกี่ยวข้อง  แต่ ดูเหงา ๆ กว่าปีก่อน จะเป็นเพราะว่าเลื่อนวันจัดงานเร็วขึ้น หรือเรื่องราวอะไร ก็ไม่ทราบได้

ถึงแม้บรรยากาศจะดูไม่คึกคักอย่างปีก่อน ๆ แต่ในงานนี้ก็มีส่วนแสดงนิทรรศการ ดี ๆ ที่ อยากเอามาเล่าสู่กันฟังอยู่อย่างหนึ่งครับ นั่นก็คือ  “อาคารใจดี”

“อาคารใจดี”เกิดจากแนวคิด เพื่ออำนวยความสะดวกให้คนพิการและผู้สูงอายุ*1   สามารถดำเนินชีวิตในอาคารได้เฉกเช่นคนปกติ ซึ่งเป็นสิทธิความเท่าเทียมกันที่ประชาชนทุกคนพึ่งได้รับ

ส่วนแสดงนิทรรศการ ได้จำลองแนวคิด “อาคารใจดี” เริ่มตั้งแต่การคำนึงถึง ทางเข้าและการจัด “ที่จอดรถยนต์” พื้นที่วาง “รถเข็น”  และ ทางลาด เพื่อ เข้า – ออก อาคาร

ขนาดประตู หรือช่องเปิดทางเข้า – ออก ภายในอาคาร ควร  ควรให้ความสะดวกทั้งการเคลื่อนที่ของรถเข็นและขนย้ายเฟอร์นิเจอร์

การออกแบบพื้นที่ภายใน และ มิติของเฟอร์นิเจอร์ ควรคำนึงถึงขนาดและสัดส่วนของ “รถเข็น” ทั้งในเรื่องมิติการหมุนกลับตัว หรือระยะความสูงการหยิบจับสิ่งของต่าง ๆ

และยังมีรายละเอียดอื่น ๆ ที่มีความสำคัญสำหรับ ผู้สูงอายุ และ คนพิการ  ได้แก่ ห้องน้ำ ห้องนอน ซึ่งวันนี้ หน้กกระดาษหมดแล้ว จะขอยกไปคุยกันต่อไปในฉบับหน้านะครับ

*1 จากข้อมูลสถิติผู้พิการที่รวบรวมจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการ สำนักงานส่งเสริมและคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ระบุว่า ผู้พิการทั่วประเทศมีจำนวน 1,136,817 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2553) และจากข้อมูลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปีพ.ศ. 2553-2563 กองวางแผนทรัพยากรมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สถิติผู้สูงอายุทั่วประเทศ มีจำนวน 7,639,000 คน (ข้อมูลคาดการณ์ปี 2553)

ตัวเลขดังกล่าว สวนกระแสกับสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆ ที่หน่วยงานและอาคารต่างๆ ควรจัดไว้ให้กับคนกลุ่มนี้ ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการและทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ. 2548 โดยเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไป

เพื่อกำหนดให้อาคารประเภท โรงพยาบาล สถานพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีอนามัย อาคารที่ทำการของราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย สถานศึกษา หอสมุดและพิพิธภัณฑสถานของรัฐ

สถานีขนส่งมวลชน เช่น ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ สถานีรถ ท่าเทียบเรือ มีพื้นที่ส่วนที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเกิน 30 ตารางเมตร

และสำนักงาน โรงมหรสพ โรงแรม หอประชุม สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้าประเภทต่างๆ มีพื้นที่ส่วนที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเกิน 2,000 ตารางเมตร จะต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ตามรายละเอียดดังกล่าว

ทั้งนี้ หลักในการออกแบบเพื่อเป็นมิตรกับผู้พิการ ผู้สูงอายุ นั้นได้แก่ ความปลอดภัยทางกายภาพ เช่น แสงสว่างเพียงพอบริเวณบันไดหรือทางเข้า,ราวจับในห้องน้ำ,พื้นผิวกระเบื้องที่ไม่ลื่นจนเกินไป,อุปกรณ์เปิดปิดน้ำ ลูกบิดบานประตูที่ไม่ต้องออกแรงมาก,มีสัญญาฉุกเฉินบริเวณหัวเตียง ห้องน้ำ หรือจุดต่างๆ ในบ้าน เพื่อให้ผู้สูงอายุสามารถกดเรียกขอความช่วยเหลือได้ นอกจากนี้ ควรมีการออกแบบเพื่อสร้างแรงกระตุ้นให้ผู้สูงอายุ เช่น เลือกใช้สีทาบ้านที่เหมาะสม ทำให้การใช้ชีวิตรู้สึกกระชุ่มกระชวย ไม่ซึมเศร้า บ้านพักอาศัยของผู้สูงอายุ และผู้พิการ ควรเป็นบ้านชั้นเดียว มีห้องนอนอยู่ชั้นล่างของบ้าน ทางเข้าบ้านควรมีระดับเดียวกับพื้นภายนอก ไม่ควรมีธรณีประตู สำหรับประตูควรใช้มือจับแบบก้านโยก มีระบบตัดไฟช็อตและไฟฉุกเฉิน

สำหรับสาระสำคัญของบ้านใจดี  เริ่มต้นตั้งแต่ทางเข้าบ้าน ควรออกแบบบ้านให้มีทางลาดชัน มีความกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. และความลาดชันไม่น้อยกว่า 1:12 *2  ซึ่ง จุดนี้ หลาย ๆ อาคารในประเทศไทย ทั้งอาคารราชการและเอกชน ใส่ใจน้อยมาก บ้างก็ไม่มี หรือมีก็ทำจนชันเกินกว่าที่รถเข็นจะขึ้นได้

นอกจากนี้ควรมีการแยกสีทางลาดให้แตกต่างกับพื้นทั่วไปและผนังกันตกและควรหลีกเลี่ยงการใช้พรม เพราะเป็นอุปสรรคต่อรถเข็น

ประตูควรมีช่องเปิดสุทธิกว้างไม่น้อยกว่า 90 ซม. มีพื้นที่ว่างตอนหน้าและหลังเพื่อให้เพียงพอสำหรับการสัญจรของรถเข็น ในกรณีที่ประตูเป็นแบบบานเปิดผลักเข้าออกที่เปิด-ปิดประตูควรเป็นแบบก้านโยก ประตูที่ดีสำหรับคนทุกกลุ่ม ควรเป็นบานเลื่อน

เคาน์เตอร์ต่าง ๆ ในห้องครัวต้องมีความสูงและความลึกที่เหมาะสมเอื้อให้ทุกคนสามารถทำอาหารร่วมกันได้ เคาน์เตอร์ที่ดีต้องสูง 75 ซม.เพื่อให้พอดีกับระดับรถเข็น มีที่ว่างตอนล่างสุทธิ 60 ซม. และมีความลึกไม่น้อยกว่า 40 ซม. สำหรับห้องอาหารควรมีพื้นที่กว้างและตอนล่างของโต๊ะอาหารต้องมีความโล่งให้ผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นสามารถร่วมรับประทานอาหารกับสมาชิกในครอบครัวได้  รวมทั้งห้องนั่งเล่นต้องคำนึงถึงความสูงของที่นั่ง ตู้ ชั้นวางของต่าง ๆควรจัดให้ทุกคนสามารถเข้าถึง เน้นให้มีแสงสว่างและอากาศถ่ายเท

ส่วนห้องนอนการติดตั้งปลั๊กไฟและสวิตช์ ควรมีความสูง 90 ซม.มีสัญญาณฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือใกล้หัวเตียงและไฟใต้เตียงสำหรับเปิดตอนกลางคืนเพื่อนำทางสู่ห้องน้ำ  เรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆอย่างตู้เสื้อผ้าควรมีความสูงของราวและความลึกของตู้ที่ทุกคนใช้ได้อย่างสะดวกโต๊ะเครื่องแป้งต้องมีที่โล่งตอนล่างสูง 60 ซม.เพื่อให้ผู้สูงอายุที่นั่งรถเข็นใช้งานได้สะดวก

ห้องน้ำเป็นจุดสำคัญของบ้านเพราะมีผู้สูงอายุจำนวนมากประสบอุบัติเหตุในห้องน้ำอยู่ประจำ เริ่มต้น

ประตูห้องน้ำควรเป็นบานเลื่อน เลี่ยงทำธรณีประตู เลือกวัสดุที่ไม่ลื่นและมีพื้นที่เพียงพอให้รถเข็นหมุนได้ ระยะที่เหมาะสมคือเส้นผ่านศูนย์กลาง 150 ซม.เอื้อให้รถเข็นหมุนกลับได้  มีราวจับบริเวณโถส้วม ที่อาบน้ำหรืออ่างอาบน้ำติดตั้งสูงจากพื้น 70-80 ซม. อ่างล้างมือควรสูงจากพื้นที่ถึงขอบอ่าง 75-80 ซม.เป็นอ่างล้างมือแบบแขวนหรือแบบเคาน์เตอร์โปร่ง เพื่อให้รถเข็นสอดเข้าไปได้ก๊อกน้ำควรเป็นคันโยก มีสัญญาณฉุกเฉินเพื่อขอความช่วยเหลือบริเวณโถส้วมปุ่มกดควรมีสีแดง
สำหรับห้องน้ำประตูควรกว้างประมาณ 1.5-2 เมตร เมื่อเปิดประตู ระดับพื้นภายในและภายนอกควรเท่ากัน พื้นผิวห้องน้ำไม่ควรลื่น ก๊อกน้ำควรเป็นแบบก้านโยนเพราะเมื่ออายุมากขึ้น ข้อมืออาจไม่แข็งแรงพอจะเปิดปิดก๊อกน้ำได้ ฝักบัวควรเป็นชนิดแรงดันต่ำ และควรติดตั้งสัญญาณฉุกเฉิน นอกจากนี้ ควรให้ความสำคัญกับพื้นที่ต่างระดับ เช่น ใช้สีตัดกัน และพื้นผิวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน เพื่อให้ผู้สูงอายุสังเกตเห็น
บริเวณบ้านควรจัดให้มีพื้นที่สำหรับวางกระถางต้นไม้เพื่อให้ผู้สูงอายุหรือผู้พิการมีกิจกรรมคลายเหงาและเป็นการสร้างบรรยากาศที่สดชื่นให้กับบ้านเลือกสีโทนร้อนเพื่อสร้างบรรยากาศที่ดีและหลีกเลี่ยงสีโทนเย็น เช่นสีฟ้า สีม่วงสีเทา สีเขียว เพราะไม่เหมาะกับคนสูงอายุที่มีปัญหาสายตาพร่ามัว
จริง ๆรายละเอียดเรื่องราวของบู๊ธเล็ก ๆ นี้มีมากมายหลายจุดที่น่าสนใจแต่น่าเสียดายที่ผมเองก็เก็บบรรยากาศได้ไม่หมด

เพราะ…คนเยอะจริงๆในส่วนนี้

จากจุดนี้ ผมมองว่า การจะมี “จิตสาธารณะ”นั้น

ถ้าทุกคนทุกท่านที่มองเห็นสาระสำคัญของจุดเล็ก ๆ น้อย ๆรายละเอียดปลีกย่อยต่าง ๆเพื่อเอื้อเฟื้อต่อผู้ที่อ่อนด้อยกว่า

สังคมและโลกของเราก็จะน่าอยู่มากขึ้น (จริง ๆ ก็อยากอยู่อยู่แล้ว
) นี่แหละครับที่เราจะมองแบบเข้าใจว่า…

“เล็กๆ….เปลี่ยนโลก”

สัญญากับตัวเองเลยว่าจะใส่ใจทุกรายละเอียดในการออกแบบต่อไป

*1 จากข้อมูลสถิติผู้พิการที่รวบรวมจากฐานข้อมูลทะเบียนกลางคนพิการ สำนักงานส่งเสริมและคุณภาพชีวิตคนพิการแห่งชาติ ระบุว่า ผู้พิการทั่วประเทศมีจำนวน 1,136,817 คน (ข้อมูล ณ วันที่ 31 ตุลาคม 2553) และจากข้อมูลการคาดประมาณประชากรของประเทศไทย ปีพ.ศ. 2553-2563 กองวางแผนทรัพยากรมนุษย์ สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ระบุว่า สถิติผู้สูงอายุทั่วประเทศ มีจำนวน 7,639,000 คน (ข้อมูลคาดการณ์ปี 2553)

ตัวเลขดังกล่าว สวนกระแสกับสิ่งอำนวยสะดวกต่างๆ ที่หน่วยงานและอาคารต่างๆ ควรจัดไว้ให้กับคนกลุ่มนี้ ทั้งนี้กระทรวงมหาดไทยได้ออกกฎกระทรวง กำหนดสิ่งอำนวยความสะดวกในอาคารสำหรับผู้พิการและทุพพลภาพและคนชรา พ.ศ. 2548 โดยเริ่มใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 31 สิงหาคม 2548 เป็นต้นไป

เพื่อกำหนดให้อาคารประเภท โรงพยาบาล สถานพยาบาล ศูนย์บริการสาธารณสุข สถานีอนามัย อาคารที่ทำการของราชการ รัฐวิสาหกิจ องค์การของรัฐที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมาย สถานศึกษา หอสมุดและพิพิธภัณฑสถานของรัฐ สถานีขนส่งมวลชน เช่น ท่าอากาศยาน สถานีรถไฟ สถานีรถ ท่าเทียบเรือ มีพื้นที่ส่วนที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเกิน 30 ตารางเมตร

และสำนักงาน โรงมหรสพ โรงแรม หอประชุม สนามกีฬา ห้างสรรพสินค้าประเภทต่างๆ มีพื้นที่ส่วนที่เปิดให้บริการแก่บุคคลทั่วไปเกิน 2,000 ตารางเมตร จะต้องจัดให้มีสิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการหรือทุพพลภาพ และคนชรา ตามรายละเอียดดังกล่าว

 

*2  ทางลาด 1 ต่อ 12 หมายถึง….ถ้าพื้นที่ต่างระดับกัน 1 หน่วย จะต้องมีความยาวในแนวราบ 12 หน่วยเช่นพื้นถนนกับทางเท้าต่างระดับกัน 20 เซนติเมตร จะต้องมีทางลาดยาวในแนวราบไม่น้อยกว่า 240 เซนติเมตร